ข่าวการเกษตร

เชื่อมั่น "โคบาลบูรพา" เดินหน้าเต็มสูบ

เชื่อมั่น "โคบาลบูรพา" เดินหน้าเต็มสูบ

ตามที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่า โครงการโคบาลบูรพา ที่ ครม. มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 60 ที่ผ่านมาจะซ้ำรอย "โคพลาสติก-โคล้านตัว" นั้น

กษ. โดย กรมปศุสัตว์ ขอยืนยันว่าจะไม่เกิดเช่นนั้นอีกอย่างแน่นอน เพราะมีการดำเนินการที่รัดกุมเป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องเหมาะสม มิใช่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองเช่นในอดีต

ขอให้ทุกฝ่ายทั้งหน่วยงานรัฐ เกษตรกร สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และสมาคมโคเนื้อฯ ร่วมมือกันขับเคลื่อน ติดตามการดำเนินโครงการอย่างจริงจัง และเกาะติดอย่างต่อเนื่อง

กรมปศุสัตว์ย้ำจุดแข็งของ โครงการโคบาลบูรพาหลายประการ เช่น

1. การจัดหาแม่โคเนื้อ 30,000 ตัว ราคาตัวละ 30,000 บาท กำหนดคุณสมบัติเป็นพันธุ์พื้นเมือง ความสูงไม่น้อยกว่า 1.15 ม. และ น้ำหนักไม่น้อยกว่า 250 กก. ซึ่งโตเต็มวัย มีความแข็งแรง เข้ากับสภาพพื้นที่ได้ดี และ มีความพร้อมในการขยายพันธุ์ แตกต่างจากโครงการในอดีตที่แจกโคอายุน้อย พันธุ์ต่างประเทศ ทำให้ไม่มีความพร้อม และ ไม่เกิดผล

2. กษ. มีการเตรียมพร้อมให้กับเกษตรกรที่จะยืมแม่โคเนื้อไปดำเนินการ เช่น การลดพื้นที่ปลูกข้าวไปปลูกพืชอาหารสัตว์ การเตรียมอาหารโค การสร้างโรงเรือน และ การเลี้ยง นอกจากนี้ พื้นที่เลี้ยงอยู่ในย่านเดียวกัน ทำให้ทีมสัตวแพทย์จากกรมปศุสัตว์เข้าไปดูแลได้อย่างทั่วถึง

3. ในระหว่างเกษตรกรยังไม่มีผลผลิตจากโคเนื้อ เกษตรกรจะมีรายได้จากการปลูกพืชเดิม ซึ่งทยอยลดพื้นที่ลงในระยะเวลา 6 ปี และ มีรายได้จากมูลโค/พืชอาหารสัตว์

4. เกษตรกรใช้เงินลงทุนน้อย เนื่องจากได้ยืมแม่โคเนื้อจากธนาคารโคเนื้อ เกษตรนำไปเลี้ยงขยายพันธุ์ ในระยะเวลา 6 ปี เมื่อครบกำหนด เกษตรกรส่งคืนแม่โคเนื้อที่เกิดใหม่ในลักษณะเดียวกับที่ยืมไป ซึ่งเกษตรกรทำสัญญาชัดเจนกับกรมปศุสัตว์

5. สถานการณ์ตลาดโคเนื้อ ประเทศไทยมีโคเนื้อลดลงอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จาก 8 ล้านตัว เหลือ 4.8 ล้านตัว และ จ.สระแก้ว อยู่ในทำเลที่เหมาะสม เชื่อมต่อกับชายแดน พื้นที่เศรษฐกิจ และ กทม. มีช่องทางตลาดมาก

ทั้งหมดนี้ เกิดจากความต้องการของเกษตรกรที่ประสบภัยแล้งใน จ.สระแก้ว ในปี 2560 เพียงจังหวัดเดียวของประเทศ เนื่องจากพื้นที่ขาดแคลนน้ำ แต่ปลูกข้าว เกษตรกรต้องการปรับเปลี่ยน แต่ไม่มีทุน ไม่มีโอกาส ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีแบบอย่างพื้นที่ข้างเคียงเปลี่ยนจากปลูกข้าวไปเลี้ยงโคเนื้อ สำเร็จ มีรายได้ ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสร้างชีวิตใหม่ โดย กษ. สนับสนุนอย่างเป็นระบบ

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.กษ. ลงพื้นที่ จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 60 เพื่อตรวจเยี่ยมการช่วยเหลือภัยแล้ง พร้อมทอบเงินช่วยเหลือตามระเบียบฯ และ ได้มอบนโยบายให้จังหวัดาระแก้ว และ หน่วยงานใน กษ. จัดทำโครงการโคบาลบูรพาเพื่อช่วยเหลือแก้ปัญหาในระยะยาว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รมว.กษ. มีความมุ่งมั่นยกระดับเกษตรกรให้มีรายได้เพียงพอ มีความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร การดำเนินการต้องบูรณาการ และ ทำทั้งระบบด้วยความโปร่งใส ตั้งแต่ขั้นการผลิต ถึง การตลาด เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง

Credit: ทีมข่าวก้าวเกษตร  facebook  : ก้าวเกษตร

11 มิถุนายน 2560 12:40:41 admin
วิธีปลูกเห็ดระโงก นอกฤดูกาลด้วยวิธีง่าย ๆ สร้างรายได้หลักแสน

วิธีปลูกเห็ดระโงก  
ขั้นตอนแรก
ต้องเก็บดอกเห็ดระโงกแก่ ที่ดอกกำลังจะเปลี่ยนสีเป็นสีขาว แก่มากๆเชื้อเห็ดมันหลุดหมดแล้ว ให้นำมาขยี้ผสมกับน้ำเปล่า เห็ด 1 กิโลกรัม ต่อ น้ำ 20 ลิตร นำไปมารดบริเวณโคลนต้นไม้ เช่น ต้นยางนา ต้นพะยอม ต้นมะม่วง ต้นแคร์บ้าน ต้นลำใย เพราะต้นไม้พวกนี้เห็ดระโงกจะชอบเกิด


วิธีการคือขุดบริเวณรอบๆ โคลนต้นไม้แล้วเอาน้ำเชื้อเห็ดเทลงราดให้ทั่วบริเวณโคลนไม้ ตามด้วยปุ๋ยคอก และดินกลบบางๆ ปุ๋ยคอกจะช่วยให้เห็ดระโงกเกิดได้ดี รอฝนตกเห็ดระโหกก็จะเกิด

อ่านต่อได้ที่ : https://todaynewsth.com/pandastation/?p=4672

21 พฤษภาคม 2560 21:19:51 admin
กระทรวงเกษตรฯ ยันไทยไม่ขายทุเรียนอ่อนในญี่ปุ่น หลังเป็นข่าวในโซเชียล

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊กรายหนึ่งแชร์ภาพทุเรียนอ่อนวางขายในประเทศญี่ปุ่น โดยอ้างว่าเป็นทุเรียนที่ส่งไปขายจากประเทศไทย จนลูกค้าขอคืนเงิน ทำให้เกิดความอับอายนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะถือว่าสร้างความเสียหายให้กับประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องคุณภาพและมาตรฐานการส่งออกผลไม้ของไทย

โดย นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่าได้ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบแล้ว และยืนยันว่าทุเรียนที่วางขายในประเทศญี่ปุ่นเป็นทุเรียนแก่ทั้งหมด รวมถึงในภาพที่แชร์ในเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวด้วย ซึ่งสังเกตได้จากเมล็ดทุเรียนจะมีสีน้ำตาล ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรได้กำหนดให้เกษตรกรต้องตัดทุเรียนแก่ที่ยังดิบจากต้นเพื่อส่งออก ซึ่งจะใช้เวลาอีกประมาณ 7 - 10 วัน ผู้บริโภคปลายทางจึงจะรับประทานได้

อย่างไรก็ตาม จะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ความรู้วิธีการสังเกตและเลือกผลทุเรียนสำหรับบริโภคให้กับผู้ค้าและผู้บริโภคในต่างประเทศ รวมถึงจะติดป้ายกำหนดวันบริโภคให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด

ที่มา : http://s.ch7.com/228602

16 พฤษภาคม 2560 11:17:14 admin
1ไร่ได้เดือนค​รึ่งแสน!

นายคำนึง สร้อยสีมาก อายุ 49 ปี และนางยุพิน สร้อยสีมาก อายุ 49 ปี สามีภรรยาชาวบ้านในพื้นที่หมู่ 2 บ้านดีหลวง ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา ซึ่งหันมาประกอบอาชีพทำเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 และเป็นเกษตรอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อหรือไม่ว่าแม้จะใช้เนื้อที่เพียงแค่ 1 ไร่ แต่สามารถมีรายได้ถึงเดือนละ 5-6 หมื่นบาทเลยทีเดียว 

  ภายในแปลงเกษตรผสมผสาน ซึ่งมีเนื้อที่เพียงแค่ 1 ไร่ แต่ถูกเนรมิตให้เป็นสวนผัก ที่มีพืชผักที่นิยมบริโภคและตลาดต้องการเกือบครบทุกชนิด ทั้งผักกินใบและผักสวนครัว เช่น ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง มะเขือ ถั่วฝักยาว แตงกวา ผักโขมแดง ผักโขมเขียว โหระพา แมงลัก กระเพรา ขิง ข่า พริก มะนาว รวมทั้งพืชสมุนไพร หรือแม้แต่ดอกชมจันทร์ เป็นต้น เรียกว่ามีครบจบภายในสวนเดียว

  โดยเฉพาะพืชผักทุกอย่างภายในพื้นที่ 1 ไร่นี้ นายคำนึง เจ้าของสวนบอกว่า เป็นพืชผักปลอดสารพิษที่ผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงมาตรวจสอบทั้งดิน น้ำ ผลผลิต ฉะนั้น ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าผลผลิตทั้งหมดเป็นเกษตรอินทรีย์ปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์

ที่มา : http://www.komchadluek.net/news/agricultural/260325

03 พฤษภาคม 2560 15:09:46 admin
ฉลาดมาก!! ชาวมหาสารคามปลูกผัก 7 ชนิดสลับกันเพื่อหลอกแมลง สามารถเก็บขายได้ทั้งปี

สุดยอดวิธีการแสนฉลาดของเกษตรกร จ. มหาสารคาม ท่านนี้คือ คุณพงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์ เกษตรกรรุ่นใหม่ จ.มหาสารคาม ที่ปลูกผักแนวอินดี้ ในเนื้อที่ 7 ไร่ครึ่ง ลองผิดลองถูกจนได้วิธีการปลูกผักให้เก็บเกี่ยวได้ตลอด 365 วัน แบบที่ว่า โรคและแมลง”งง”จนมากินผักไม่ถูก  เพราะน้องเขาปลูกพืชคละชนิดกัน ไล่ไปตามอายุเก็บเกี่ยว จากนั้นขยายสู่แปลงอื่น ทยอยลงไล่วันกันไปโดยอาศัยปฏิทินเพาะปลูกที่คิดขึ้นเอง!!

เริ่มจากแบ่งพื้นที่ปลูกออกเป็น 60 แปลง แปลงละครึ่งงาน…ในแปลงเนื้อที่ครึ่งงานจะมีการแบ่งซอยยกแปลงเป็น 7 แถว เพื่อปลูกพืช 7 ชนิดสลับแถวกัน มีทั้งขึ้นฉ่าย, ผักสลัด, หอมแบ่ง, ผักโขมแดง, ผักบุ้งจีน,กะเพรา, โหระพา ผักพื้นบ้าน และผักเครื่องเคียงต่างๆ  นำพืชผัก (ชนิดเดียวกัน) มาทยอยปลูกใน 1 แถวของ 60 แปลง โดยทยอยปลูกห่างกันแปลงละ 1 วัน ปลูกไปเรื่อยๆ จนถึง 60 วัน ก็จะครบทุกแปลง (ของผักชนิดนั้น)   ส่วนการปลูกพืช 7 ชนิด 7 แถวของแต่ละแปลงจะต้องปลูกห่างกัน 1 สัปดาห์ โดยให้เริ่มจากพืชมีอายุเก็บเกี่ยว 60 วัน เช่น ขึ้นฉ่าย สัปดาห์ที่ 2 ปลูกผักสลัด อายุเก็บเกี่ยว 50 วัน สัปดาห์ถัดมาปลูกหอมแบ่ง อายุเก็บเกี่ยว 45 วัน สัปดาห์ที่ 4 ลงผักโขมแดง อายุเก็บเกี่ยว 35 วัน  ตามด้วยผักบุ้งจีน อายุเก็บเกี่ยว 30 วัน สัปดาห์ที่ 6 ลงพืชที่เก็บผลผลิตได้ในระยะครึ่งปี เช่น กะเพรา โหระพา  สัปดาห์สุดท้าย แถวที่ 7ปลูกผักพื้นบ้าน เช่น สะระแหน่ พริก ผักเครื่องเคียงต่างๆ 

การปลูกแบบนี้ ผักจะได้เวลาเก็บเกี่ยวไล่เลี่ยกันแบบหลากชนิด ไม่ต้องห่วงว่าจะมีผลผลิตชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป จนทำให้เสียราคา และเมื่อเก็บเกี่ยวพืชผักแต่ละชนิดหมดแล้ว ให้พลิกดินกลบตอเดิมทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ทิ้งไว้ 3 วัน ให้เริ่มปลูกผักชนิดใหม่ทันที (ยกเว้นกะเพรา โหระพา เก็บได้จนถึงอายุครึ่งปี) อย่าปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำที่เดิม ให้ปลูกชนิดอื่นสลับกันไป เพื่อป้องกันโรคแมลง “เราปลูกพืชหลายชนิดสลับกันแบบนี้ก็เหมือนเป็นการหลอกล่อแมลงชั้นต้นอยู่แล้ว พอเก็บเกี่ยวผลผลิต เราสลับที่ปลูกอีก ดินก็ดีไม่เจอแต่พืชซ้ำๆในที่เดิม เพลี้ยอ่อนที่เคยจ้องเล่นงานขึ้นฉ่าย โรคใบจุดที่จับจองผักสลัด ราแป้งในผักบุ้งจีน โรคโคนเน่าในหอม จะสับสน เพราะพืชแต่ละชนิดย้ายที่ปลูกไปเรื่อยๆ สุดท้ายเลยแทบไม่มีโรคหรือแมลงรบกวน”  ทำแบบนี้ได้ครบ 60 แปลง จะมีผลผลิตให้เก็บขายตลอด 365 วัน

ที่มา :   http://www.thairath.co.th

28 เมษายน 2560 10:07:35 admin