ข่าวการเกษตร

ฉลาดมาก!! ชาวมหาสารคามปลูกผัก 7 ชนิดสลับกันเพื่อหลอกแมลง สามารถเก็บขายได้ทั้งปี

สุดยอดวิธีการแสนฉลาดของเกษตรกร จ. มหาสารคาม ท่านนี้คือ คุณพงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์ เกษตรกรรุ่นใหม่ จ.มหาสารคาม ที่ปลูกผักแนวอินดี้ ในเนื้อที่ 7 ไร่ครึ่ง ลองผิดลองถูกจนได้วิธีการปลูกผักให้เก็บเกี่ยวได้ตลอด 365 วัน แบบที่ว่า โรคและแมลง”งง”จนมากินผักไม่ถูก  เพราะน้องเขาปลูกพืชคละชนิดกัน ไล่ไปตามอายุเก็บเกี่ยว จากนั้นขยายสู่แปลงอื่น ทยอยลงไล่วันกันไปโดยอาศัยปฏิทินเพาะปลูกที่คิดขึ้นเอง!!

เริ่มจากแบ่งพื้นที่ปลูกออกเป็น 60 แปลง แปลงละครึ่งงาน…ในแปลงเนื้อที่ครึ่งงานจะมีการแบ่งซอยยกแปลงเป็น 7 แถว เพื่อปลูกพืช 7 ชนิดสลับแถวกัน มีทั้งขึ้นฉ่าย, ผักสลัด, หอมแบ่ง, ผักโขมแดง, ผักบุ้งจีน,กะเพรา, โหระพา ผักพื้นบ้าน และผักเครื่องเคียงต่างๆ  นำพืชผัก (ชนิดเดียวกัน) มาทยอยปลูกใน 1 แถวของ 60 แปลง โดยทยอยปลูกห่างกันแปลงละ 1 วัน ปลูกไปเรื่อยๆ จนถึง 60 วัน ก็จะครบทุกแปลง (ของผักชนิดนั้น)   ส่วนการปลูกพืช 7 ชนิด 7 แถวของแต่ละแปลงจะต้องปลูกห่างกัน 1 สัปดาห์ โดยให้เริ่มจากพืชมีอายุเก็บเกี่ยว 60 วัน เช่น ขึ้นฉ่าย สัปดาห์ที่ 2 ปลูกผักสลัด อายุเก็บเกี่ยว 50 วัน สัปดาห์ถัดมาปลูกหอมแบ่ง อายุเก็บเกี่ยว 45 วัน สัปดาห์ที่ 4 ลงผักโขมแดง อายุเก็บเกี่ยว 35 วัน  ตามด้วยผักบุ้งจีน อายุเก็บเกี่ยว 30 วัน สัปดาห์ที่ 6 ลงพืชที่เก็บผลผลิตได้ในระยะครึ่งปี เช่น กะเพรา โหระพา  สัปดาห์สุดท้าย แถวที่ 7ปลูกผักพื้นบ้าน เช่น สะระแหน่ พริก ผักเครื่องเคียงต่างๆ 

การปลูกแบบนี้ ผักจะได้เวลาเก็บเกี่ยวไล่เลี่ยกันแบบหลากชนิด ไม่ต้องห่วงว่าจะมีผลผลิตชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป จนทำให้เสียราคา และเมื่อเก็บเกี่ยวพืชผักแต่ละชนิดหมดแล้ว ให้พลิกดินกลบตอเดิมทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ทิ้งไว้ 3 วัน ให้เริ่มปลูกผักชนิดใหม่ทันที (ยกเว้นกะเพรา โหระพา เก็บได้จนถึงอายุครึ่งปี) อย่าปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำที่เดิม ให้ปลูกชนิดอื่นสลับกันไป เพื่อป้องกันโรคแมลง “เราปลูกพืชหลายชนิดสลับกันแบบนี้ก็เหมือนเป็นการหลอกล่อแมลงชั้นต้นอยู่แล้ว พอเก็บเกี่ยวผลผลิต เราสลับที่ปลูกอีก ดินก็ดีไม่เจอแต่พืชซ้ำๆในที่เดิม เพลี้ยอ่อนที่เคยจ้องเล่นงานขึ้นฉ่าย โรคใบจุดที่จับจองผักสลัด ราแป้งในผักบุ้งจีน โรคโคนเน่าในหอม จะสับสน เพราะพืชแต่ละชนิดย้ายที่ปลูกไปเรื่อยๆ สุดท้ายเลยแทบไม่มีโรคหรือแมลงรบกวน”  ทำแบบนี้ได้ครบ 60 แปลง จะมีผลผลิตให้เก็บขายตลอด 365 วัน

ที่มา :   http://www.thairath.co.th

28 เมษายน 2560 10:07:35 admin
อยากเลี้ยง เป็ด – ไก่ -ห่าน แต่ไม่รู้จะซื้อพันธุ์ที่ไหน-ราคาเท่าไหร่ มาทางนี้ มีคำตอบ!!

ทุกครั้งที่ นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอาชีพการเลี้ยง สัตว์ปีก เป็ด ไก่  จะมีผู้อ่านจำนวนไม่น้อย สอบถามเข้ามาค่อนข้างมาก ว่าจะหาซื้อ ลูกเป็ด ลูกไก่ จากที่ไหน

วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ขอรวบรวมลูกเป็ด ลูกไก่ ห่านและนก รวมทั้งราคาจำหน่าย และสถานที่จำหน่าย จากกลุ่มวิจัยและพัฒนาสัตว์ปีก กรมปศุสัตว์ มาเป็นข้อมูลเพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจ ดังนี้

ราคาจำหน่ายพันธุ์สัตว์ปีก

  1. ไก่พื้นเมืองกรมปศุสัตว์ อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 15 บาท
  2. ไก่ลูกผสมกรมปศุสัตว์  อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 12 บาท
  3. ไก่พื้นเมือง อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 12 บาท
  4. ไก่ลูกผสม อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 10 บาท
  5. ไก่ไข่ เพศผู้ อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 2 บาท
  6. ไก่ไข่ เพศเมีย อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 16 บาท
  7. ไก่ไข่ คละเพศ อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 12 บาท
  8. ไก่งวง อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 35 บาท
  9. เป็ดเทศ อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 25 บาท
  10. เป็ดเทศท่าพระ อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 20 บาท
  11. เป็ดเนื้อ เพศผู้ อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 20 บาท
  12. เป็ดเนื้อ เพศเมีย อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 25 บาท
  13. เป็ดไข่ เพศผู้ อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 1 บาท
  14. เป็ดไข่ เพศเมีย อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 10 บาท
  15. ห่าน อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 35 บาท
  16. นกกระทา อายุไม่เกิน 1 สัปดาห์ ตัวละ 2 บาท
  17. นกกระจอกเทศ อายุไม่เกิน 3 เดือน     ตัวละ 5,500 บาท
  18. นกอีมู อายุไม่เกิน 3 เดือน     ตัวละ 3,500 บาท

 

หน่วยงานที่จำหน่ายสัตว์ปีก

  1. ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ทับกวาง จ.สระบุรี

0-3635-7319,0-3635-7208,0-3632-7208

  1. ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี

0-3728-8154

  1. สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สระแก้ว

0-3723-1806

  1. สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์จันทบุรี

0-3941-1481

  1. ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์สุรินทร์

0-4451-2828

  1. ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ลำพญากลาง จ.ลพบุรี

0-3646-1600

  1. สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์บุรีรัมย์

0-4460-5969

  1. สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์ศรีสะเกษ

0-4561-2507

  1. สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์อุบลราชธานี

0-4525-9952,0-4525-9996

  1. ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ท่าพระ จ.ขอนแก่น

0-4326-1194

  1. สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์นครพนม

0-4258-1108

  1. สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์เลย

0-4284-1517

  1. สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สกลนคร

0-4275-6013

14. สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์อุดรธานี

0-4225-0710, 0-4224-4297

15. ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่

0-5331-1836

16.สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์แม่ฮ่องสอน

 

0-5368-4031

17.สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์พะเยา

0-5446-6080

18.ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ตาก

0-5589-0712, 0-5554-0603

19.สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์พิษณุโลก

0-5526-8028

20.สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์นครสวรรค์

0-5623-7256

21.ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์หนองกวาง จ.ราชบุรี

0-3222-8418

22.สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์สุพรรณบุรี

0-3544-6216

23.ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์สุราษฎร์ธานี

0-7727-4250

24.สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์กระบี่

0-7561-8053

25.สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์นครศรีธรรมราช

0-7535-4921,0-7535-4933

26.ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์ยะลา

0-7320-3218

27.สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์เทพา

0-7431-8041

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/featured/article_13405

24 เมษายน 2560 10:06:36 admin
เลี้ยงวัวขุน เป็นอาชีพเสริม ทำได้ไม่ยาก เพียงต้องคิดคำนวณต้นทุนดี มีกำไร ขุน 3 ตัว ก็ได้

วัวขุนอาชีพเสริมที่เอาจริง

พาท่านไปพบกับ คุณวิศาล กระต่าย ที่บ้านเลขที่ 99/1 หมู่ที่ 11 ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี คุณวิศาล มีคอกวัวขุนอยู่หลังบ้าน เป็นคอกวัวขุนที่สร้างขึ้นอย่างแข็งแรง ถาวร ชี้ให้เห็นว่าเขาเอาจริงเอาจังกับการขุนวัวอยู่ไม่น้อย คุณวิศาล เริ่มเล่าให้ฟังว่า “ผมมีงานประจำอยู่แล้วแต่ก็มองหาอาชีพเสริมไปด้วย สุดท้ายก็มาลงเอยที่การขุนวัวเป็นอาชีพเสริม รายได้เสริม เริ่มขุนมาได้ 2 ปีแล้ว เริ่มต้นก็ลงทุนกับเรื่องคอกวัวแบบถาวรไปเลยเพราะเห็นว่าการขุนวัวน่าจะเป็นอาชีพเสริมที่ดี วิธีการของผมนั้นจะลงทุนขุนวัวไม่มาก ครั้งละ 3-7 ตัว มากที่สุดที่เคยขุนก็แค่ 7 ตัว ซึ่งมันก็แล้วแต่ราคาวัวในตลาด ช่วงไหนวัวราคาดี หาซื้อวัวโครงได้ง่ายก็ขุนมากหน่อย ช่วงไหนราคาแกว่งเราก็เลี้ยงโดยขุนให้น้อยตัวลง” คุณวิศาล เล่าให้ฟัง 

ต้องรู้ราคาขายวัวขุนเสียก่อน

การขุนวัวก็เป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง สิ่งที่มากับธุรกิจก็คือความเสี่ยง แต่จะเสี่ยงมากหรือน้อยนั้นเราเลือกได้ครับมาฟังคำแนะนำการคำนวณราคาวัวก่อนตัดสินใจซื้อวัวเข้าขุนของคุณวิศาลกัน คุณวิศาล บอกว่า ก่อนจะไปจับวัวโครงเพื่อเอามาเข้าขุนที่ตอนนั้นเราควรต้องรู้ราคาขายวัวขุนในช่วงนั้นก่อนจึงจะสามารถคำนวณต้นทุนและกำไรได้ “เวลาที่ผมจะไปซื้อวัวซากหรือวัวโครงเพื่อเอามาเข้าขุนผมจะต้องรู้ราคาขายวัวขุนไปก่อน จากนั้นเมื่อไปถึงตลาดนัดเราก็จะดูวัวโครงโดยดูที่ น้ำหนัก พันธุ์ อายุ ขนาดตัว แล้วคำนวณต้นทุนดู อย่างวัวโครงหนัก 200 กว่ากิโลกรัม ต้องใช้เวลาเท่าไรจึงจะขุนขึ้นไปที่น้ำหนัก 450-460 กิโลกรัมได้ และเมื่อคำนวณเวลาขุนได้แล้วก็ต้องเอาไปคูณกับค่าอาหารต่อตัวต่อวัน แล้วจะได้ตัวเลขต้นทุนการขุนวัวต่อตัวออกมา”

คำนวณต้นทุนกำไรก่อนจับวัวโครง

ข้อมูลต้นทุนโดยสรุปจากประสบการณ์ของคุณวิศาลคือ “ผมมักจะใช้ตัวเลขโดยเฉลี่ยมาคำนวณต้นทุนวัวโครง อย่างเวลาขุนผมจะใช้เวลา 3 เดือนครึ่ง เพื่อขุนให้ได้ 450 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งผมต้องลงทุนค่าอาหารทั้งหมดประมาณ 12,000 บาท ต่อวัว 1 ตัว ดังนั้น หากราคาขายวัวขุนอยู่ที่ 95 บาท ต่อกิโลกรัม เวลาที่ผมจับขายผมจะได้ราคาประมาณ 42,750 บาท ต่อตัว เพราะฉะนั้น เวลาซื้อวัวโครงผมจะต้องซื้อที่ราคาต่ำกว่า 30,000 บาท จึงจะได้กำไร”

นี่เป็นการคำนวณแบบคร่าวๆ เพื่อกำหนดราคาซื้อวัวโครงเข้าขุนของคุณวิศาล จริงๆ แล้วการคำนวณต้นทุน ผลตอบแทนตามหลักเศรษฐศาสตร์ยังมีรายละเอียดเยอะกว่านี้ ส่วนวิธีนี้เป็นขั้นตอนง่ายๆ จากประสบการณ์ตรง ใครสนใจนำไปใช้ได้ไม่หวงครับ

ใช้ต้นข้าวโพดสับเป็นอาหารหยาบ

ในเรื่องแหล่งวัวที่ซื้อมาเข้าขุนนั้น คุณวิศาล บอกว่า “ส่วนใหญ่แล้วผมจะไปเลือกซื้อวัวด้วยตัวเองที่ตลาดนัดหนองลานที่อยู่ใกล้ๆ บ้าน โดยจะเลือกเอาวัวลูกผสมบราห์มันกับลูกผสมชาโรเลส์เป็นหลัก เพราะวัวพวกนี้ขุนน้ำหนักขึ้นง่าย จับมาแล้วก็ทำวัคซีน เหน็บฮอร์โมน ถ่ายพยาธิก่อนเข้าขุน ช่วงนี้ราคาวัวโครงลดลงไปนิดหน่อยตามราคาวัวเนื้อที่ลดลง อย่างวัวลูกผสมชาโรเลส์ที่ผมกำลังขุนอยู่ตอนนี้ผมซื้อมาในราคาตัวละ 30,000 บาท เอามาขุนได้ 1 เดือนแล้ว ต้องขุนให้ได้ 450 กิโลกรัมขึ้นไป”

ในเรื่องของอาหารที่ใช้ขุนวัว คุณวิศาล เล่าให้ฟังว่า “เมื่อวัวมาถึงคอกใหม่ๆ จะต้องให้ฟางกินก่อนในช่วงแรกประมาณ 1 อาทิตย์ เพื่อให้วัวปรับตัว เพราะวัวมาจากหลายที่ บางทีอาจจะไม่เคยกินต้นข้าวโพดมาก่อน จากนั้นจึงให้ต้นข้าวโพดสับเป็นอาหารหยาบวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ครั้งละประมาณ 5 กิโลกรัม ต่อตัว ต้นข้าวโพดสับจะสั่งซื้อจากในพื้นที่ในราคาตันละ 1,500 บาท เป็นต้นข้าวโพดสับใส่มาในถุงดำ น้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม ต่อถุง หากถุงไม่รั่วจะสามารถเก็บต้นข้าวโพดสับไว้ได้ประมาณ 2 เดือน”

 

ระวัง!! อาหารข้น ห้ามให้มากบ้างน้อยบ้างเด็ดขาด

ในส่วนอาหารข้นนั้นคุณวิศาลใช้อาหารข้นที่ผสมขายกันในพื้นที่ “อาหารข้นผมให้วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ครั้งละประมาณ 5 กิโลกรัม ต่อตัว เหมือนกันกับอาหารหยาบ วัวกินอาหารข้นตกตัวละ 10 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน”

ในเรื่องการให้อาหารข้น คุณวิศาล มีคำแนะนำมาว่า “อาหารข้นเราจะต้องให้ในปริมาณที่เท่ากันทุกวันอย่างให้วันละ 10 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน ก็ต้องให้เท่านั้นทุกวัน จะไปขี้เหนียวอาหารข้นบางวันให้มาก บางวันให้น้อยไม่ได้เพราะวัวจะกินอาหารข้นในปริมาณที่เท่ากันทุกวัน หากเราไปเพิ่มบ้างลดบ้างวัวจะน้ำหนักขึ้นช้า น้ำหนักขึ้นน้อย เป็นภาระให้เราขุนยาวนานขึ้นไปอีก ต้นทุนเพิ่มขึ้นไปโดยใช่เหตุ” คุณวิศาล แนะนำ

ราคาอย่าต่ำกว่ากิโลละ 90 บาท

เรื่องราคาขายวัวขุนก็สำคัญ คุณวิศาล บอกว่า “ตอนนี้ราคาขายวัวขุนแถวบ้านผมอยู่ที่กิโลกรัมละ 93 บาท ซึ่งก็ถือว่าคนเลี้ยงยังพออยู่ได้ หักต้นทุนแล้วยังพอมีกำไรนิดหน่อย แต่กำไรก็มาจากการที่วัวของเรา ต้องขุนให้ได้น้ำหนักมากเต็มที่เกิน 450 กิโลกรัมด้วย”

เมื่อขุนวัวจนน้ำหนักเป็นที่พอใจ คุณวิศาลก็จะโทร.สอบถามราคาไปที่พ่อค้ารับซื้อวัวในพื้นที่ พ่อค้าคนไหนให้ราคามากจนพอใจก็จะตกลงขาย คุณวิศาล เล่าว่า “ช่วงนี้วัวราคาตก คนเลี้ยงวัวขุนรายย่อยอย่างผมก็ต้องหาทางออกโดยลดจำนวนวัวลง ขุนให้น้อยตัวลงเพื่อลดภาระ ลดความเสี่ยง อย่างตอนนี้ผมก็จับมาเข้าขุนแค่ 3 ตัวเท่านั้น แต่ก็ยังดีที่ราคาวัวโครงก็ลดลงด้วยก็ทำให้ต้นทุนต่ำลงไปอีกหน่อย แต่ถ้าหากราคาวัวขุนตกลงไปต่ำกว่ากิโลกรัมละ 90 บาท รายย่อยอย่างผมคงอยู่ไม่ได้ คงต้องหยุดขุนวัวชั่วคราว”

เป็นวิธีการคำนวณเบื้องต้นที่น่าสนใจ น่าลองเอาไปทำตามครับ ใครสนใจอยากสอบถาม พูดคุยกับคุณวิศาล ติดต่อไปได้ที่โทร. (083) 310-6168 ครับ ฉบับนี้หมดพื้นที่แล้วขอลากันไปก่อนโชคดีทุกท่าน สวัสดีครับ

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/news-slide/article_9220

24 เมษายน 2560 09:13:06 admin
พยาบาลสาว…ลาออกจากราชการ ทำเกษตรผสมผสาน เลี้ยงเป็ด-ไก่ อารมณ์ดี ที่วาปีปทุม

อาชีพการเกษตรเป็นอาชีพที่มีเสน่ห์ จึงเป็นแรงดึงดูดใจให้ผู้คนหลากหลายอาชีพหันมาสนใจ แม้แต่พยาบาลสาว ยังต้องลาออกมาทำการเกษตร อย่างเช่น คุณการต์รวี บัวบุญ หรือ น้องอ้น อายุ 31 ปี อยู่บ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองทุ่ม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม 44120 โทร. (085) 421-7734 อีเมล kanrawee_oen@hotmail.com ให้ข้อมูลว่า เดิมมีอาชีพรับราชการเป็นพยาบาล โดยจบการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสระบุรี พยาบาลวิชาชีพ (4 ปี)

จากนั้นรับราชการอยู่หลายแห่งเป็นเวลารวม 8 ปี (ศูนย์มะเร็งลพบุรี 2 ปี, โรงพยาบาลวาปีปทุม 3 ปี, โรงพยาบาลมหาสารคามอินเตอร์ 1 ปี, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2 ปี) จบปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และกำลังศึกษาระดับปริญญาเอกสาขาเดียวกันและที่เดียวกัน และเพิ่งลาออกจากพยาบาลเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา คุณการต์รวี เล่าให้ฟังว่า มีพื้นที่ 22 ไร่ ทำนา 10 ไร่ สระน้ำ 4 ไร่ ที่เหลือเป็นที่ดอน โดยได้ทำการเกษตรหลายอย่าง ดังนี้

1. เลี้ยงเป็ดไข่ (พันธุ์กากีแคมป์เบล, ซีพีซุปเปอร์) 500 ตัว ให้ไข่แล้ว 200 ตัว ซื้อวัตถุดิบมาผสมอาหารเอง เช่น กากปาล์มน้ำมัน กากถั่วเหลือง รำ มีการเพาะพันธุ์เป็ดเองโดยใช้เครื่องฟักไข่ช่วย

2. ไก่ไข่ 50 ตัว แต่เลี้ยงแบบไก่พื้นเมือง ให้อาหาร ได้แก่ รำ หญ้าเนเปียร์ น้ำหมักปลา ทำให้เปอร์เซ็นต์การไข่ดีถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ได้รับความสนใจจากลูกค้าดีมากโดยเฉพาะผู้ห่วงใยสุขภาพ เช่น หมอ พยาบาล และมีเครือข่ายมากขึ้นเรื่อยๆ

3. ไก่ประดู่หางดำ 300 ตัว ขายเป็นไก่เนื้อ กิโลกรัมละ 90 บาท และขายพันธุ์อายุ 7 วัน ตัวละ 25 บาท 4. ไก่พันธุ์พื้นเมือง 100 ตัว ขายกิโลกรัมละ 90 บาท 5. ไก่ดำ KU ภูพาน ขายลูกอายุ 7 วัน ตัวละ 50 บาท 6. ไก่เหลืองดงยอ 100 ตัว ขายลูกตัวละ 20 บาท ปลูกดาวเรือง ตัดดอกขาย เป็นระยะๆ ส่วนดอกที่ตกเกรด จะนำมาตากแดดผสมในอาหารไก่ ทำให้ไข่แดงเข้มขึ้น ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา 2 ไร่ เพื่อนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์เพื่อให้ได้วัตถุดิบปลอดสารพิษ และปลูกทานตะวัน 1 ไร่ นำเมล็ดมาบดเป็นส่วนผสมอาหารสัตว์เช่นกัน

นอกจากนี้ “ยังได้เปิดเพลงให้ไก่ฟังทุกวัน เพื่อให้ไก่ผ่อนคลาย ไม่เครียด เพราะนอกจากได้อาหารดีแล้วยังได้ฟังเพลง ทำให้อารมณ์ดี และให้ผลผลิตดีอีกด้วย” วันนี้รายได้อาจไม่เท่าอาชีพพยาบาล แต่วันหน้าอาจมีรายได้มากกว่า วันนี้จึงเป็นการเสียสละตัวเองเพื่อเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ด้านการตลาด การที่เราเน้นการผลิตเชิงประณีต ทำให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดเล็กน้อย และกำลังสร้างเครือข่ายผู้บริโภคซึ่งมีแนวโน้มขยายตัว

ขณะเดียวกัน ก็มองหาเครือข่ายผู้ผลิตควบคู่กันไปด้วย เป็นพยาบาลเพราะแม่ “เป็นพยาบาลเพราะความต้องการของแม่ แต่เมื่อแม่ป่วยเป็นมะเร็ง ตนเองกลับไม่มีเวลาแม้แต่จะพาแม่ไปหาหมอ เมื่อเรียนปริญญาโททำให้เปลี่ยนมุมมอง และเมื่อเรียนปริญญาเอกจึงลาออกตามความฝันของตนเอง”

คุณการต์รวีบอกทรรศนะในการมองอาชีพการเกษตร “ขณะนี้เป็นวิกฤตของอาชีพเกษตร หมดยุคนี้แล้วจะไม่มีคนทำการเกษตร ไม่อยากให้ลูกหลานเกษตรกรมุ่งไปที่ทำงานราชการเท่านั้น อย่างน้อยเด็กในอีสานมีต้นทุนด้านที่ดิน ไม่อยากให้อาชีพเกษตรกรเป็นพลเมืองชั้น 2”

คุณการต์รวีให้แง่คิดด้วยความรู้ความสามารถและความมุ่งมั่นตั้งใจในการยกระดับการเกษตรเป็นตัวอย่างแก่บุคคลอื่น จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็น Young Smart Farmer ของจังหวัดมหาสารคาม ท่านที่เคารพครับ !!! จะเห็นว่าอาชีพการเกษตรนั้นยังมีเสน่ห์และมีอนาคต แม้แต่พยาบาลสาวสวยยังหลงใหลถึงเพียงนี้ แล้วทำไมท่านที่เป็นเกษตรกรหรือลูกหลานเกษตรกรจะไม่เห็นคุณค่า และกลับมายกระดับการเกษตรของไทยจรรโลงไว้สืบต่อให้ลูก หลาน เหลน โหลนต่อไป

ที่มา : http://www.matichon.co.th/news/116586

20 เมษายน 2560 13:20:08 admin